[Tips] อยากถ่ายวีดีโอ ต้องใช้กล้องวีดีโอมั๊ย? มันดีกว่ากล้องภาพนิ่งยังไง?

มาดูกันว่า กล้องวิดีโอ จริงๆแล้วมีดียังไง น่าใช้มั๊ย ลองอ่านกันดูนะครับ

ถ้าอ่านแล้ว สนใจอยากสอบถามเพิ่มเติม หรืออยากรู้ว่าตัวเองเหมาะกับกล้องแบบไหน สามารถสอบถามได้ทาง inbox ผ่าน Facebook หรือถ้าสะดวก สามารถมาลองเลือกที่หน้าร้าน AV Value ชั้น 3 MBK Center ได้เลยครับ

 

ทุกวันนี้ การถ่ายวิดีโอ เรียกได้ว่าเป็นที่นิยมมาก ไม่ว่าจะเป็นการถ่าย Vlog สำหรับกิจกรรม ไลฟ์สไตล์ ชีวิตประจำวันต่าง ๆ การถ่ายรีวิวสินค้า หรือแม้กระทั่งการถ่ายรายการต่าง ๆ เพื่อลงในสื่อ Social ที่เรียกติดปากกันว่า Youtuber ซึ่งแน่นอน การถ่ายวิดีโอในลักษณะนี้ แล้วอยากให้มีคนสนใจติดตาม หัวข้อ หรือ Content ก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ความสวยงาม และ ความลงตัวของ ภาพ หรือวิดีโอ ที่เราถ่ายมานั่นเอง สำหรับบางคน บางกลุ่ม ที่มีทีมงาน มีโปรดักชั่นที่ดี จะไม่ค่อยเจอปัญหาเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่ถ่ายเอง ตัดต่อเอง ในช่วงเริ่มต้น มักจะมีปัญหาเรื่องนี้พอสมควร ซึ่งวันนี้ผมจะมาแนะนำกล้องวิดีโอ ที่เหมาะกับลักษณะของแต่ละงาน และจะได้เห็นกันว่า ในการถ่ายวิดีโอแบบจริงจัง กล้องวิดีโอ จะดีและสะดวกกว่ากล้องภาพนิ่งที่ถ่ายวิดีโอได้ ยังไงบ้าง

 

กล้องวิดีโอมีแบบไหนบ้าง

กล้องวิดีโอในบ้านเราจะแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆอยู่ 2 ประเภท คือ

Handycam เป็นกล้องที่เน้นการพกพาสะดวก ใช้งานง่าย และครอบคลุม เหมาะกับการถ่ายงานทั่วไปหลาย ๆ ประเภท

และอีกประเภทนึงคือ กล้องวิดีโอแบบ Professional ซึ่งกล้องประเภทนี้ คนจะรู้จักไม่มากนัก และคิดว่ามีราคาสูง เกินความจำเป็น แต่จริง ๆแล้ว กล้อง Professional ในปัจจุบัน มีรูปแบบและสเปคที่หลากหลายมากขึ้น แถมขนาดและราคาของบางรุ่น ก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิด อาจจะถูกกว่ากล้องที่เราคิดจะซื้ออีกด้วยซ้ำ

 

ข้อดีของกล้องวิดีโอ

บทความนี้เราจะไม่พูดถึงเรื่องสเปคของกล้องนะครับ เพราะแต่ละรุ่นก็มีสเปคแตกต่างกันไป แต่เรามาดูกันดีกว่า ว่ากล้องวิดีโอ มีข้อดียังไงบ้าง

1. จับถือสะดวก
– เนื่องจากเป็นกล้องที่ทำมาให้เน้นถือถ่ายวิดีโอเป็นเวลานาน กล้องวิดีโอทั้งหมด จีงเน้นที่การดีไซน์ เพื่อให้สามารถจับถือได้สะดวก และ คล่องตัว แม้จะติดอุปกรณ์เสริมอย่างไมค์แยกก็ตาม

2. มีเลนส์ที่คุณภาพดี และมีช่วงเลนส์ที่ครอบคลุม
– เนื่องกล้องวิดีโอในระดับใช้งานทั่วไป แม้กระทั้งกล้องวิดีโอในระดับ Professional หลายรุ่น จะเน้นการใช้งานที่หลากหลาย และ สะดวก จึงได้ทำเลนส์ที่มีช่วงซูม Optical(การซูมที่ไม่ลดคุณภาพไฟล์) มาค่อนข้างเยอะ อย่างน้อยก็ 10เท่า ขึ้นไป และได้มีการคำนวณชิ้นเลนส์ที่ดี และ เหมาะสมกับเซนเซอร์ของกล้องมาอย่างดีแล้ว ทำให้เราสามารถได้ภาพที่ดีในทุกสถานการณ์ โดยไม่ต้องพกเลนส์หรือคอยเปลี่ยนเลนส์ให้ยุ่งยาก

3. สามารถถ่ายต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน
– หลาย ๆ คนที่เคยใช้กล้อง DSLR หรือ Mirrorless ในการถ่ายวิดีโอ น่าจะรู้กันดีกว่า เมื่อเราถ่ายไประยะนึง ตัวกล้องจะตัดการถ่ายวิดีโอ เพราะเซนเซอร์ร้อน ทำให้ต้องพักกล้องซักพักนึง ก่อนที่จะถ่ายใหม่ แต่กล้องวิดีโอ จะไม่มีปัญหานี้ เพราะถูกทำมาให้ถ่ายต่อเนื่องได้นานอยู่แล้ว เราจึงสามารถถ่ายได้จนแบตหมด หรือเมมโมรี่เต็มได้เลย โดยไม่ต้องพัก ทำให้การถ่ายงานต่อเนื่อง ไม่สะดุด เหมาะมากกับการถ่าย Vlog หรือถ่ายรายการที่ต้องการกล้อง Main สำหรับเก็บฟุตเทจยาวๆ

4. ใช้อุปกรณ์เสริมได้หลากหลายกว่า
– เนื่องจากกล้องวิดีโอส่วนใหญ่ จะมีลักษณะบอดี้คล้าย ๆกัน รวมถึงพอทเชื่อมต่อต่าง ๆก็จะใช้แบบที่เป็นมาตรฐานทั่วไป ไม่เน้นแบบเฉพาะทาง ทำให้สามารถเลือกใช้อุปกรณ์เสริมได้หลากหลายแบบ ทั้งการเชื่อมต่อไมค์โครโฟน และ จอมอนิเตอร์ รวมถึงแบตเตอรี่ ที่ในกล้องหลายๆรุ่น สามารถซื้อแบตเตอรี่ที่มีความจุมากขึ้นสำหรับการใช้งานที่นานขึ้นได้

 

การเลือกกล้องวิดีโอให้เหมาะสมกับงาน

ถึงแม้จะบอกว่าควรใช้กล้องวิดีโอในการถ่ายวิดีโอ แต่กล้องวิดีโอก็มีหลายแบบ และการใช้งานกล้องแต่ละแบบก็มีความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกันไป เรามาดูกันว่า กล้องแต่ละแบบ เหมาะกับการถ่ายแบบไหนบ้าง

1. กล้อง Handycam รุ่นเริ่มต้น
– กล้อง Handycam รุ่นเล็กของทุกค่าย จะมีขนาดที่เล็ก น้ำหนักเบา พกพาสะดวก และใช้งานง่าย เพราะส่วนใหญ่การตั้งค่าทุกอย่างจะเป็นระบบ Auto ทั้งหมด และสามารถซูม optical ได้เยอะมาก แต่ส่วนใหญ่จะต่ออุปกรณ์เสริม หรือไมค์แยก ไม่ได้ เหมาะกับการถ่ายทั่วไป บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ และลองถ่ายรายการง่ายๆ ที่ไม่เป็นทางการมากนัก

2. กล้อง Handycam รุ่นกลาง ถึง รุ่นท๊อป
– กล้องในระดับนี้ ยังเป็นกล้อง Handycam ที่มีขนาดเล็กอยู่ อาจจะใหญ่กว่ารุ่นเริ่มต้นซักหน่อย แต่สิ่งที่ได้มานั้น ถือว่าเพิ่มขึ้นจากรุ่นเริ่มต้นมาก ทั้งเซนเซอร์ที่คุณภาพดีขึ้น และมีขนาดใหญ่ขึ้น ความละเอียดที่เพิ่มขึ้น เลนส์ที่เลือกใช้ชิ้นเลนส์คุณภาพสูงกว่ารุ่นเริ่มต้นอย่างเห็นได้ชัด การปรับตั่งค่าต่าง ๆ สามารถเลือกได้ทั้งออโต้ และกำหนดค่าเอง ยิ่งเป็นตระกูลรุ่นท๊อป จะยิ่งมีปุ่มลัดในการปรับค่าต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงสามารถต่ออุปกรณ์เสริมอย่าง ไมค์แยก ได้ แบตเตอรี่สามารถเลือกซื้อขนาดใหญ่ขึ้นตามที่ต้องการได้ เหมาะกับการเริ่มต้นถ่ายรายการแบบจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น รายการท่องเที่ยว ถ่าย Vlog หรือตั้งถ่ายอยู่กับที่ ก็สามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้คนเยอะ หรือแม้กระทั่งจะเชื่อมต่อุปกรณ์เสริม เพื่อทำ Livestream ก็ยังทำได้ เรียกได้ว่าไม่ต้องลงทุนเยอะ แต่ได้งานที่สามารถใช้ได้จริง

3. กล้อง Professional Camcorder
– กล้องในระดับ Professional จริง ๆ แล้วมีหลายแบบมาก ตั้งแต่ขนาดเล็ก ที่ใหญ่กว่า Handycam เพียงนิดเดียว ไปจนถึงกล้องแบกบ่า และกล้องถ่ายหนัง มีทั้งแบบที่เปลี่ยนเลนส์ได้ และไม่ได้ ซึ่งแน่นอนคุณภาพต่าง ๆ ย่อมดีกว่า Handycam ในทุก ๆด้าน ทั้งเลนส์ เซนเซอร์ การปรับค่าต่าง ๆก็ปรับได้ง่ายละละเอียดกว่า เพราะปุ่มปรับค่าทั้งหมดจะอยู่ที่ด้านข้างกล้อง โดยไม่ต้องเข้าเมนู และยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ในระดับ Production ได้(Port เชื่อมต่อจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น) เรียกได้ว่าครบครัน แต่อาจจะต้องแลกมากับการที่จะต้องมีทีมงานเพิ่มขึ้น เหมาะกับการทำรายการในระดับ Production ตั้งแต่การถ่ายรายการ ถ่ายโฆษณา ถ่าย MV ไปจนถึง ถ่ายหนัง รวมถึงถ่ายอีเวนท์ต่าง ๆ หรือถ่ายข่าวได้ด้วย โดยเราสามารถเลือกกล้องในระดับนี้ได้ ตามการใช้งาน และทีมงานที่เรามี ไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพเลย เพราะยังไงก็ดีที่สุด ไม่ว่าจะลง Social ลง Youtube หรือแม้กระทั่งออกทีวี ที่สำคัญ ราคาไม่ได้แพงอย่างที่เราคิดนะ

 

 

ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะยังคิดว่าใช้กล้อง Mirrorless หรือ DSLR สมัยนี้ ก็ถ่ายวิดีโอดี ๆได้ เพราะกล้องทำฟังก์ชั่นวิดีโอออกมาดีกันหมดแล้ว ถ่ายได้จนถึง 4K ด้วย เลนส์ก็สามารถเลือกเลนส์ดี ๆ มาใช้ได้ ผมไม่เถียงครับ แต่ในความเป็นจริง ถ้าคุณจะถ่ายงานจริงจัง กล้องพวกนี้ ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ที่แพ้กล้องวิดีโออยู่ ผมจะยกตัวอย่างคร่าวๆ ดังนี้ครับ

– จับถือลำบากเมื่อต้องถ่ายเวลานาน ซึ่งนานในที่นี้ แค่ซักไม่เกิน 10 นาที ก็รู้สึกเมื่อยแล้วครับ เพราะว่ากล้องภาพนิ่ง ออกแบบมาให้ยกขึ้นถ่ายภาพ ทีละภาพ จึงเน้นการจับกระชับมือ มากกว่าเน้นการถือนาน ๆ ทำให้หลายคน ต้องใช้คู่กับไม้กันสั่น หรือ gimbal แต่ก็จะทำให้ต้องถือของหนักขึ้น และปรับกล้องได้ยากขึ้นกว่าเดิม

– ไม่สามารถถ่ายต่อเนื่องนาน ๆ ได้ เพราะกล้องภาพนิ่ง ไม่มีระบบระบายความร้อนของเซนเซอร์ครับ ทำให้กล้องจะตัดการทำงานเมื่อเซนเซอร์ร้อน และเมื่อร้อนครั้งนึงแล้ว ถ้าไม่ได้อยู่ในห้องแอร์ ก็จะถ่ายต่อได้ยาก เพราะกล้องจะตัดเร็วกว่าเดิม จากความร้อนสะสม ทำให้ไม่เหมาะกับการถ่ายรายการที่ต้องถ่ายต่อเนื่องกันนาน ๆ หรือลองเทค โดยเฉพาะ การตั้งกล้องถ่าย

– ต้องคอยเปลี่ยนเลนส์ให้เหมาะกับสถานการณ์ โดยเฉพาะ การถ่ายรายการท่องเที่ยว หรือ การถ่าย Vlog ที่มักจะเจออะไรน่าสนใจระหว่างการถ่ายได้ตลอด แต่กล้องภาพนิ่ง จะมีเลนส์ที่มีช่วงซูมค่อนข้างสั้น หรือ ถ้าจะใช้เลนส์ช่วงยาว ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักที่มากขึ้น ทำให้เป็นเรื่องยาก เวลาที่อยากจะซูมเพื่อเน้นอะไรซักอย่าง กว่าจะเปลี่ยนเลนส์เสร็จ วัตถุ หรือ เหตุการณ์นั้น ก็อาจจะผ่านไปแล้ว

– ปรับตั้งค่าระหว่างถ่ายได้ยาก เพราะกล้องภาพนิ่งถูกออกแบบมาให้ปรับค่าก่อนถ่ายภาพ ทำให้บางครั้ง เวลาถ่ายรายการ แล้วสภาพแสงเปลี่ยน เข้าออกระหว่างที่มืด กับ สว่าง จะปรับแสงได้ยากและไม่ถนัด กล้องอาจจะสั่น เพราะขยับกล้องเยอะ หรืออาจจะต้องหยุดถ่ายเพื่อปรับกล้องใหม่ ซึ่งถือว่าน่าหงุดหงิดพอสมควรเลย หรือบางครั้งคนดูก็อาจจะไม่ชอบ เวลาที่ต้องดูภาพปกติ แล้วพอออกกลางแจ้ง ต้องเจอกับภาพที่แสงขาว ๆ จ้า ๆ ก่อน รอปรับกล้อง(ซึ่งบางทีก็ตัดออกไม่ได้ เพราะcontentยังดำเนินอยู่)

 

 

ปัจจุบัน กล้องมือถือพัฒนามาไกลมาก ทั้งเลนส์ เซนเซอร์ และ ตัวประมวลผล รวมถึงมี Ai ที่ทำหน้าที่ประมวลผล และ ปรับภาพให้ออกมาดูดี เลยทำให้หลายๆคนคิดว่า ใช้แค่กล้องมือถือถ่ายวิดีโอ พอมั๊ย คำตอบคือ ถ่ายได้ครับ แต่ไม่ดีเท่ากล้องวิดีโอแน่นอน เพราะเซนเซอร์และเม็ดพิกเซลของกล้องมือถือมีขนาดเล็กมาก ๆ ทำให้วิดีโอที่ถ่ายได้ เมื่อนำไปดูในจออื่นที่ใหญ่กว่าจอมือถือ ภาพแตกแน่นอน รวมถึงเมื่อนำไปตัดต่อ ความละเอียดก็จะถูกลดลงไปอีก ยังไม่รวมถึงแบตเตอรี่ที่จะหมดเร็วกว่าเดิม การแจ้งเตือนต่าง ๆ ที่จะทำให้เสียงและภาพที่บันทึกสะดุด เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า มือถือเหมาะกับการถ่ายคลิปสั้น ๆ ไว้ดู หรือเอาไว้ Livestream แบบที่ไม่เน้นความละเอียด ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เยอะ จะดีกว่าครับ